มาตรฐานการพรรณนาและการเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศ จาก AACR2 สู่ RDA

นางสาววิริยา  สมบูรณ์ผล
ตำแหน่ง บรรณารักษ์

เนื้อหาโดยสรุป

การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การลงรายการทรัพยากรสารสนเทศตามมาตรฐาน RDA โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สมพร พุทธาพิทักษ์ผล ในหัวข้อเรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมาตรฐาน RDA และ หลักทั่วไปและความแตกต่างจาก AACR2 ในการรายการทรัพยากรสารสนเทศตามมาตรฐาน RDA ประกอบด้วยส่วนของ Description, Carrier Description (Content Type, Media Type, Carrier Type, Extent, Dimension)   และ Authority control  และประเด็นอื่นๆ ดังนี้

 

มาตรฐาน RDA (Resource Description & Access)

RDA เป็นมาตรฐานใหม่ที่เป็นกลุ่มของรหัสสำหรับการทำรายการกลุ่มใหม่ (new cataloging code) ที่ประกอบด้วยแนวทาง (guidelines) และคำแนะนำ (instructions) ในการปฏิบัติการทำรายการทรัพยากรประเภทต่างๆ โดย RDA สามารถรองรับสื่อสารสนเทศประเภทใหม่ๆ (new types of publication) และรองรับการเติบโตหรือการขยายตัวของอินเทอร์เน็ตและการเข้าถึงข้อมูลผ่านเว็บ ซึ่งมีการกำหนดให้สามารถคัดลอกข้อมูลสำคัญของทรัพยากรตามที่ปรากฏที่ตัวทรัพยากร จึงช่วยให้ผู้สร้างสารสนเทศสามารถสร้างรายการด้วยตนเองได้

 

ความเหมือนและความแตกต่างกันของ AACR2 และ RDA

AACR2 และ RDA ต่างเป็นหลักเกณฑ์ในการทำรายการที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง แต่ก็มีทั้งความเหมือนและความแตกต่างกัน และมีการคงความต่อเนื่องกันของ AACR2 และ RDA ไม่ต่างกันมากนักเพราะ RDA instructions พัฒนามาจากหลักเกณฑ์ AACR2 ที่ยังคงรูปแบบและวิธีการปฏิบัติในการทำรายการไว้เช่นเดิม ดังเช่น

  • ทั้ง AACR2 และ RDA มีหมายเลขรหัสกำกับคำแนะนำหรือกฎเกณฑ์แต่ละข้อ
  • ทั้ง AACR2 และ RDA มีตัวอย่างและภาคผนวกให้แก้ผู้สร้างรายการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้อักษรตัวเลกตัวใหญ่ (Capitalization) การใช้คำย่อ (Abbreviations) การใช้คำนำหน้านาม (Initial article) เป็นต้น
  • ทั้ง AACR2 และ RDA มีขอบเขตเนื้อหาหลัก 2 เรื่องใหญ่ คือ การลงรายการเชิงพรรณนา (description) และการเข้าถึง (access)
  • กฎหรือข้อแนะนำบางข้อของ RDA ไม่ต่างจากกฎของ AACR2 แต่อาจใช้คำศัพท์ (terminology) ไม่เหมือนกัน เช่น AACR2 ใช่ว่า “determining the main entry” ขณะที่ RDA ใช่ว่า “Identifying the work or naming the work”

RDA มีความแตกต่างกันของ AACR2 หลายประการ RDA ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบงานเชิงทฤษฎีที่อยู่บนพื้นฐานของ data models (มองความสัมพันธ์) แทนการยึดถือเฉพาะชิ้นงานที่อยู่ในมือตามแนวคิดที่ AACR2 ใช้ มาตรฐาน RDA ยึดเกณฑ์ตามต่อไปนี้

  • สร้างให้ผู้สร้างรายการเป็นนักตัดสินใจตามหลักการที่กำหนดไว้
  • มุ่งเน้นที่ content ไม่ใช่ display จุดเน้นอยู่ที่ควรบันทึกอะไรมากกว่าเน้นที่จะบันทึกอย่างไร
  • เป็นอิสระจากโครงสร้างเฉพาะของแบบแผนการเข้ารหัส (encoding schema) แบบใดแบหนึ่ง
  • ให้เซ็ตของแนวทางปฏิบัติมากกว่าเป็นกฎหรือหลักเกณฑ์
  • มุ่งเน้นการพรรณนาสิ่งที่กำลังทำรายการ โดยอธิบายประเภทของทรัพยากร รวมทั้งระบุประเภทของการพรรณนา
  • คำแนะนำของ RDA มุ่งเน้นให้บันทึกข้อมูลช่วยผู้ใช้ โดยให้สารสนเทศที่จำเป็นต่อการค้นพบทรัพยากรนั้น ช่วยแยกความแตกต่างของทรัพยากรที่คล้ายกัน และช่วยในการตัดสินใจเลือกทรัพยากร

 

หลักการและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ RDA

FRBR และ FRAD องค์ประกอบสำคัญใน RDA

FRBR (Functional Requirements for Bibliographic Records) ไม่ใช่หลักเกณฑ์การลงรายการเหมือน AACR2 ไม่ใช่ Data Format เหมือน MARC21 ไม่ใช่แบบแผนเมตะดาตาเหมือน Dublin Core, MODS แต่เป็นเซ็ตของความคิดเชิงโครงสร้างว่าด้วยความสัมพันธ์กันของสิ่งต่างๆ ที่จะนำมาพรรณนา (Entity Relationship Model/Framework) ส่วนประกอบของ FRBR จึงมี 3 ส่วนสำคัญ คือ Entities (คือ a class of things), Attributes (คือ elements), และ Relationships (คือตัวระบุความสัมพันธ์ของ things) ดังนี้

 

1. เอนทิตี้ (Entities –a class of things) มี 3 กลุ่ม คือ

  • กลุ่ม 1 กลุ่มของผลผลิต/ผลงานที่สร้างสรรค์จากสติปัญญาและความสามารถทางศิลปะ (Entities: Products of intellectual & artistic endeavor) ได้แก่ Works, Expressions, Manifestations, Items-(WEMI)
  • กลุ่ม 2 กลุ่มของผู้ที่รับผิดชอบสร้างสรรค์ผลงานฯ (Entities: Those responsible_for the intellectual & artistic content) ประกอบด้วย Persons, Families, Corporate Bodies-(PFC)
  • กลุ่ม 3 กลุ่มของเนื้อหาวิชาของผลงาน (Entities: Subjects of works) ประกอบด้วย Concept, Object, Event, Place-(COEP) รวมกับ all Group 1&2 Entities

2. คุณลักษณะของ the entities (Attributes) RDA ใช้คำนี้ว่าเป็น “elements”

3. ความสัมพันธ์ในระหว่าง entities (Relationships)

ส่วน FRAD (Functional Requirements of Authority Data) ให้แนวคิดเกี่ยวกับวิธีการบันทึกข้อมูลชื่อหรือคำ (authority data) มี 2 กลุ่มของ entities คือ Bibliographic entities และ authority entities ในส่วน Bibliographic entities มี 10 entities ตามข้อกำหนดของ FRBR รวมกับ entity ใหม่ ที่แนะนำโดย FRAD ได้แก่ family, names, identifier, controlled access point, rules, agency

 

มาตรฐานการลงรายการรูปแบบ RDA มีวัตถุประสงค์และขอบเขตที่เป็นมาตรฐานสำหรับการทำรายการทรัพยากร ซึ่งมีเนื้อหาของมาตรฐานเป็นกลุ่มของแนวทาง (guidelines) และคำแนะนำหรือคำสั่ง (instructions) ในการบันทึกข้อมูลเพื่อพรรณนาเกี่ยวกับทรัพยากรหนึ่งๆ เพื่อส่งเสริมการค้นพบทรัพยากรนั้น (resource discovery) โดย RDA ถูกออกแบบเพื่อช่วยให้ผู้ทำกระบวนงาน (user tasks) ในการค้นหาสารสนเทศได้ผลสำเร็จตามความต้องการ โดยมีหน้าที่หลัก ดังนี้

 

  1. การจัดทำข้อมูลคำค้นอย่างครอบคลุมเพื่อช่วยให้ค้นพบทรัพยากรที่ตรงตามการค้นของผู้ใช้ (Find)
  2. การบ่งชี้ได้ว่าเป็นทรัพยากรที่ตรงกับการค้นหา หรือ แยกความแตกต่างระหว่างทรัพยากรสองชื่อเรื่องหรือมากกว่าสองชื่อเรื่องที่มีลักษณะคล้ายกันได้ (Identify)
  3. การตัดสินใจเลือกทรัพยากรที่เหมาะสมตรงกับความต้องการของผู้ใช้ได้ (Select)
  4. การได้รับข้อมูลที่พรรณนาไว้ แสดงข้อมูลและวิธีการที่ทำให้ได้รับทรัพยากรที่เลือกนั้นได้ (Obtain)

 

การออกแบบระบบ RDA จึงจัดเรื่องราวทั้งหมดในรูปแบบเอกสารหลัก (Document) และแบ่งเค้าโครงเนื้อหา ออกเป็น 10 ส่วนใหญ่ (10 Sections) ในแต่ละส่วน แบ่งออกเป็นบท โดยมีหมายเลขบทจะต่อเนื่องกันไปตามลำดับ โดยจัดกรอบหลัก ในทั้ง 10 ส่วน ได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 1) กลุ่มแนวทางและคำแนะนำในการบันทึกคำอธิบายคุณลักษณะ (Attributes/Describing entities) ปรากฏในส่วนที่ 1-4 (บทที่ 1-16) และ 2) กลุ่มแนวทางและคำแนะนำในการระบุความสัมพันธ์ (Describing relationships) ปรากฏในส่วนที่ 5-10 (บทที่ 17-37) ภายในแต่ละส่วนครอบคลุมคุณลักษณะหรือความสัมพันธ์ที่สนับสนุน user tasks เฉพาะอย่าง เนื้อหาในแต่ละส่วน มีดังนี้

ส่วนอธิบายคุณลักษณะ (Attributes)

Section 1

    Recording attributes of manifestation and item ส่วนที่ 1 ครอบคลุมบทที่ 1-4

Section 2

    Recording attributes of work and expression ส่วนที่ 2 ครอบคลุมบทที่ 5-7

Section 3

    Recording attributes of person, family, and corporate body ส่วนที่ 3 ครอบคลุมบทที่ 8-11

Section 4

    Recording attributes of concept, object, event, and place ส่วนที่ 4 ครอบคลุมบทที่ 12-16

 

 

ส่วนอธิบายความสัมพันธ์ (Relationships)

Section 5

    Recording primary relationships between work, expression, manifestation, and item ส่วนที่ 5 ครอบคลุมบทที่ 17 เพียงบทเดียว

Section 6

    Recording relationships to persons, families, and corporate bodies ส่วนที่ 6 ครอบคลุมบทที่ 18-22

Section 7

      Recording relationships

to

    concepts, objects, events, and places ส่วนที่ 7 ครอบคลุมบทที่ 23 เพียงบทเดียว

Section 8

      Recording relationships

between

    work, expressions, manifestations, and items ส่วนที่ 8 ครอบคลุมบทที่ 24-28

Section 9

      Recording relationships

between

    persons, families, and corporate bodies ส่วนที่ 9 ครอบคลุมบทที่ 29-32

Section 10

      Recording relationships

between

    concepts, objects, events, and places ส่วนที่ 10 ครอบคลุมบทที่ 33-37

 

ดังนั้น ผู้สร้างรายการควรทำความรู้จักและเข้าใจคำสั่งหรือคำแนะนำในส่วนต่างๆ ของ RDA ศึกษาโครงสร้าง และการจัดวางเนื้อหา RDA ที่แตกต่างจากโครงสร้าง AACR2 อย่างมาก บทต่างๆ ใน RDA จัดตามหน่วยข้อมูลที่อธิบายเอนทิตี้ของ FRBR แต่ละกลุ่ม ไม่ได้จัดตามรูปแบบและส่วนข้อมูลการพรรณนาของ ISBD (ISBD areas of description) และผู้สร้างรายการควรศึกษาเปรียบเทียบหลักเกณฑ์/การใช้งาน MARC21 กับ RDA และอาจใช้เครื่องมือช่วยแบบออนไลน์ คือ RDA toolkit ในการจับคู่เปรียบเทียบหลักเกณฑ์ AACR2 กับ RDA

 

ประโยชน์ที่ได้รับ

ได้รับความรู้เกี่ยวกับหลักการและมาตรฐานการลงรายการพรรณนาตามการพรรณนาและการเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศ (RDA) ทั้งในส่วนของ work, expression, manifestation, item เป็นต้น รวมถึงได้ทราบถึงการประยุกต์ใช้ RDA แทน AACR2 พร้อมด้วยข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ทำหน้าที่สร้างรายการทรัพยากรให้เป็นผู้ที่สามารถเตรียมตัวเพื่อปรับเปลี่ยนมาใช้มาตรฐานการลงรายการแบบ RDA ได้